Share

ไอเดีย สวนประหยัดพลังงาน เพิ่มร่มเงา ลดความร้อนรอบบ้าน

Last updated: 22 Jun 2026
24 Views

สวนประหยัดพลังงาน มีส่วนช่วยโลกเราอย่างไรได้บ้าง เนื่องจากวิกฤติภาวะโลกร้อนที่นานวันยิ่งดูเหมือนเพิ่มมากขึ้นทุกที ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตและที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน เป็นเหตุให้บ้านหลายหลังต้องเปิดเครื่องปรับอากาศและใช้พลังงานในการทำความเย็นมากขึ้น ซึ่งเป็นการเผาผลาญพลังงานของโลกที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ร่อยหรอลงไป รวมถึงการเผาผลาญเงินในกระเป๋าให้หดหายตามไปด้วย เนื่องจากราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนจึงเริ่มหันมาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงปัญหาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ



สวนประหยัดพลังงาน บ้านประหยัดพลังงาน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการออกแบบที่อยู่อาศัย เพื่อลดการสร้างความร้อนภายในอาคาร (Internal Heat Gain) ที่เกิดจากตัวผู้ใช้อาคารและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องปรับอากาศและพัดลมให้น้อยลง และป้องกันความร้อนจากภายนอกอาคาร (External Heat Gain) ซึ่งเป็นความร้อนที่เกิดจากอิทธิพลของดวงอาทิตย์ผ่านกระบวนการถ่ายเทความร้อนในรูปแบบต่างๆ เช่น การพาความร้อน และการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ผ่านตัวกลางและวัตถุหรือวัสดุต่างๆ

โดยทั่วไปการออกแบบบ้านประหยัดพลังงานจะแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยเกิดสภาวะน่าสบาย คือ Active Cooling ที่ใช้พลังงานเครื่องกลเข้ามาช่วยให้บ้านเย็น และ Passive Cooling ที่เน้นวิถีทางธรรมชาติหรือการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่คำ นึงถึงการระบายอากาศการถ่ายเทความร้อนให้สภาพแวดล้อมรอบบ้าน รวมถึงป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร ซึ่งการจัดสวนก็เป็นหนึ่งในวิธีการแบบ Passive Cooling ที่นอกจากจะช่วยให้บ้านประหยัดพลังงาน สวยงามร่มรื่นและดูสดชื่นแล้ว การปลูกต้นไม้ภายในที่อยู่อาศัยยังช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กรองมลภาวะและฝุ่นละออง ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน


เครื่องปรับอากาศเป็นวิธีการแบบ Active Cooling ที่ช่วยให้บ้านเย็นสบาย


การออกแบบบ้านแบบ Passive Cooling จะช่วยให้บ้านเย็นสบายได้แม้ไม่เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ

รูปแบบสวนที่นิยมนำมาใช้ผสมผสานในการออกแบบ Passive Cooling House ของงานสถาปัตยกรรม
หรือการออกแบบอาคารให้เย็นด้วยธรรมชาติ เพื่อลดอุณหภูมิและการแผ่รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์บริเวณผิวหรือเปลือกอาคาร (Building Envelope) ได้แก่ สวนแนวตั้ง (Vertical Garden) และสวนหลังคา (Roof Garden) ซึ่งเป็นวิธีการปกคลุมผนังโดยใช้ไม้พุ่ม ไม้เลื้อย หรือไม้คลุมดินมาลดความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ปะทะโดยตรง ไม่ให้อาคารสะสมความร้อนมากจนเกินไป รวมถึงช่วยลดการแตกร้าวของปูนฉาบยืดอายุการใช้งานของสีทาภายนอกและการใช้งานของพื้นผิวชนิดต่างๆ ของอาคาร


สวนแนวตั้ง (Vertical Garden)

เป็นการจัดสวนรูปแบบหนึ่งที่มีมาอย่างยาวนานนับร้อยปี ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแต่งแต้มผนังที่ว่างเปล่า แห้งแล้ง และร้อนระอุให้เต็มไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด โดยเน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความสวยงามเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นฉนวนกันความร้อนของอาคาร ลดการสะท้อนแสงจากผนัง และลดอุณหภูมิของเปลือกอาคาร ทำให้มีอุณหภูมิตํ่ากว่าผนังเปลือยทั่วไป เฉลี่ยประมาณ 3.3 องศาเซลเซียส ต่อมาในปีค.ศ. 1972 แนวคิดการปลูกพืชพรรณแนวตั้งยังได้นำมาขยายความต่อยอดโดยแพทริก บลองซ์ (Patrick Blanc) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ทำให้เกิดความน่าสนใจและแพร่หลายไปทั่วโลกมากยิ่งขึ้น กลายมาเป็นเสมือนงานศิลปะบนฝาผนังที่สามารถรองรับและเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอยู่จำ กัด อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถจัดวางและติดตั้งได้หลายรูปแบบ เช่น สวนแนวตั้งโครงสร้างสำเร็จรูป แผงระแนงสำหรับไม้เลื้อย กระถางแขวน หรือบล็อกปลูกต้นไม้ จึงเหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์คนเมืองได้เป็นอย่างดี


สวนแนวตั้งช่วยสร้างมิติในแนวดิ่งได้ดี และช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้อย่างน่าสนใจ อีกทั้งยังให้ความรู้สึกเหมือนผนังที่ปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นตามธรรมชาติ


ต้นไม้ที่นิยมใช้กับสวนแนวตั้งจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแดด และมักจะมีระบบรากไม่ลึกมากแต่สามารถยึดเกาะได้ดี

สวนหลังคาหรือหลังคาเขียว (Green Roof / Roof Garden)
ในประวัติศาสตร์พบว่ามีการปลูกพืชบนอาคารเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 700-800 ปีก่อนคริสตกาลในสวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (Hanging Garden of Babylon) โดยปลูกหญ้ากกและพรรณไม้หลายชนิดบนหลังคาเพื่อทำ หน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อน ทำ ให้บ้านมีอุณหภูมิที่อบอุ่นในฤดูหนาวและเย็นสบายในฤดูร้อน ซึ่งคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนของหลังคาเขียวเกิดจากการให้ร่มเงาและการคายนํ้าจากพืชพรรณ ทำให้อุณหภูมิของอากาศภายในห้องที่อยู่ใต้หลังคาเขียวส่วนใหญ่จะตํ่ากว่าอุณหภูมิอากาศทั่วไปประมาณ 5 – 6 องศาเซลเซียส และอาจส่งผลไปสู่อุณหภูมิของเมืองได้ หากมีการนำไปใช้เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการปกคลุมของพืช ความหนาของชั้นวัสดุ และลักษณะการถ่ายเทความร้อนของวัสดุปลูกด้วย

ก่อนจะเริ่มทำสวนหลังคาควรเตรียมความพร้อมในเรื่องของโครงสร้างการรับน้ำหนัก และวางระบบกันรั่วซึมให้เรียบร้อย

นอกจากสวนแนวตั้งและสวนหลังคาที่นิยมนำมาใช้ผสมผสานในการออกแบบ Cooling Passive House ของงานสถาปัตยกรรมแล้ว การออกแบบภูมิทัศน์ (Landscape Design) หรือการจัดสวนทั่วไปในบ้านก็สามารถช่วยลดความร้อนและช่วยประหยัดพลังงานของบ้านได้เช่นเดียวกัน หากมีรายละเอียดของสวนที่เหมาะสม อย่างการเลือกใช้วัสดุ การออกแบบจัดวาง และการประหยัดพลังงานที่ใช้ในระหว่างการใช้งานและการดูแลรักษาสวน


พรรณไม้ที่ใช้จะเน้นพืชระบบรากตื้นที่ชอบแดด เช่น บานไม่รู้โรย ถั่วบราซิล หรือวัชพืชที่มีดอกสวยงาม แต่ไม่ต้องการการดูแลรักษามากนัก

การจัดสวนให้เหมาะสมกับพื้นที่และสภาพแวดล้อม (Climate Responsiveness)
ก่อนการจัดสวนควรสำรวจอาคารและพื้นที่รอบอาคาร เช่น ตำแหน่งช่องเปิดของประตูหน้าต่าง แหล่งน้ำ สภาพดิน ตำ แหน่งของต้นไม้เดิมโดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ ระดับความสูงตํ่าของพื้นที่ บริบทและสิ่งก่อสร้างโดยรอบ เพราะจะมีผลต่อการเลือกรูปแบบสวนหรือพรรณไม้ที่จะนำมาปลูก เพื่อช่วยให้ตอบโจทย์ของความสวยงาม การดูแล และประโยชน์ใช้สอยได้อย่างรอบด้าน เช่น การปลูกต้นไม้สร้างแนวรั้วธรรมชาติเพื่อกรองเสียงและฝุ่น การใช้ไม้เลื้อยหรือสวนแนวตั้งเพื่อลดความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ปะทะโดยตรงในพื้นที่ที่จำกัด หรือการเลือกรูปแบบสวนที่มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวมากกว่าพื้นที่ดาดแข็งเพื่อลดทอนการสะท้อนความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน


การออกแบบและก่อสร้างอาคารให้เกิดความเย็น ควรคำนึงถึงการได้รับประโยชน์จากการระบายอากาศตามธรรมชาติ ด้วยการสร้างช่องเปิดเพื่อให้ลมพัดผ่าน


ระหว่างที่ว่างและจังหวะทางสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติควรมีความสอดคล้องกลมกลืนกัน

การระบายอากาศด้วยวิธีธรรมชาติ (Natural Ventilation)
การจัดวางผังของพื้นที่สวนและการกำหนดตำ แหน่งปลูกต้นไม้ควรเปิดช่องว่างให้ลมพัดผ่าน ให้แสงธรรมชาติส่องสว่างเข้าสู่ภายในพื้นที่ของอาคารได้อย่างอิสระ เพื่อช่วยนำพาความร้อนและความชื้นออกจากตัวบ้าน สร้างสภาวะน่าสบายที่เหมาะกับการใช้งาน รวมไปถึงการเลือกใช้แนวรั้วที่ไม่สูง ทึบ หรือใกล้ตัวอาคารมากจนเกินไป เพราะจะส่งผลให้การระบายอากาศทำ ได้ไม่ดี หรือเมื่อมีลมพัดผ่านมาก็จะพัดผ่านไปในทิศทางอื่นไม่สามารถผ่านเข้าไปในบ้านได้ ส่วนใหญ่จึงมักนิยมใช้ระแนงไม้แท้ ไม้สังเคราะห์หรือเหล็กร่วมกับกำแพงคอนกรีต เพื่อให้ยังคงสามารถสร้างความเป็นส่วนตัว บังแดด แต่รับลมได้ นอกจากนี้ยังอาจปลูกต้นไม้ เช่น ไทรอินโด ไทรเกาหลี ชาฮกเกี้ยน แก้ว หรือโมก เพื่อเป็นแนวกำแพงช่วยกรองมลภาวะต่างๆ ก่อนเข้าสู่ตัวบ้านอีกชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ในเมืองที่มีฝุ่น ควันรถ และความแออัด


ประตูรั้วทำจากเหล็กข้ออ้อยและเหล็กกลมทาสีเงินทับเพื่อให้ดูโปร่งเบาและลมพัดผ่านได้


ซุ้มประตูทางเข้าบ้านปลูกสร้อยอินทนิล ตัดแต่งไทรเกาหลีและชาดัดเป็นรูปทรงเรขาคณิตให้รับกับรูปทรงของกำแพงรั้วสีขาวเรียบ เพื่อสร้างความมีชีวิตชีวา มองแล้วสบายตา แต่ยังให้ความเป็นส่วนตัวและช่วยกรองฝุ่นและมลภาวะจากภายนอก

การสร้างร่มเงาให้อาคาร (Shading)
ต้นไม้ขนาดใหญ่ 1 ต้นจะช่วยสร้างร่มเงาให้อาคาร กรองอากาศให้บริสุทธิ์ อีกทั้งยังสามารถทำ ความเย็นให้สภาพแวดล้อมได้เทียบเท่ากับเครื่องปรับอากาศขนาด 1 ตัน หรือสามารถดูดซับความร้อนได้ประมาณ 12,000 บีทียูต่อชั่วโมง จึงช่วยให้อุณหภูมิลดลงประมาณ 1 – 2 องศาเซลเซียส แม้ว่าจะไม่เย็นรวดเร็วเท่ากับเครื่องปรับอากาศก็ตาม พรรณไม้ส่วนใหญ่ที่นิยมเลือกใช้เพื่อให้ร่มเงาจะมีใบและพุ่มแน่นหนา กิ่งก้านสาขาแข็งแรง มีรากแก้วที่แทงลึกในแนวดิ่งเพิ่มความมั่นคง และเป็นไม้ไม่ผลัดใบ เช่น ประดู่ กันเกรา แคนา บุนนาค เสม็ดแดง จิกนํ้า ลํ่าซำ จามจุรี เพื่อให้ร่มเงาได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะทางทิศตะวันตกและทิศใต้ซึ่งเป็นทิศที่ได้รับอิทธิพลจากแสงอาทิตย์สูงสุด


เลือกใช้ไม้ใหญ่ที่มีลำต้นสูงชะลูด แตกกิ่งด้านบนที่ไม่หนาทึบจนเกินไป เพื่อให้ร่มเงาและบังสายตาจากภายนอก แต่ยังพอมีแสงลอดผ่านมาถึงต้นไม้ด้านล่างได้


กำหนดตำแหน่งของต้นไม้ใหญ่โดยคำนึงถึงทิศทางของแสงแดดและมุมมองจากห้องต่างๆภายในบ้าน

การใช้ทรัพยากรแหล่งนํ้า (Water Surfaces)
นอกจากทิศทางจะทำให้รู้เรื่องของแสงและลม ทำให้เกิดกระบวนการระบายความร้อนด้วยธรรมชาติที่ดีได้แล้ว หากขุดบ่อนํ้าหรือบ่อปลาในทิศทางที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มความเย็นให้แก่ตัวอาคารเมื่อลมพัดผ่าน และเป็นเกราะป้องกันความร้อนให้บ้านได้อย่างดีอีกด้วย เนื่องจากบ่อนํ้าจะดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์ลงสู่ก้นบ่อและระเหยเปลี่ยนเป็นไอเย็นออกมาแทน แต่มีข้อที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบด้วยเช่นกัน อย่างการขุดสระหรือจัดวางตำแหน่งของบ่อนํ้าจะต้องไม่ทำให้เกิดการพัดพานำความชื้นเข้าสู่อาคารมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อการใช้อาคาร หรือบ่อนํ้าที่มีขนาดเล็กและตื้นเกินไปคล้ายกระจกแผ่นใหญ่ จนทำให้เกิดการกระทบของแสงผ่านผิวนํ้าสะท้อนเข้าสู่สายตาของผู้ใช้งานในอาคารกลายเป็นสภาวะความไม่สบายทางการมองเห็น


บ่อน้ำและน้ำตกช่วยสร้างบรรยากาศของสวนให้สดชื่นมีชีวิตชีวาได้เป็นอย่างดี ส่วนการปลูกไม้ใหญ่นอกจากทำให้บรรยากาศของสวนดูร่มรื่นแล้ว ยังช่วยกรองแสงแดดที่ส่องลงมาบริเวณบ่อน้ำโดยตรง อันเป็นสาเหตุของการเกิดตะไคร่ในบ่อได้ด้วย


บ่อน้ำข้างระเบียงพร้อมน้ำพุขนาดเล็กช่วยสร้างความเคลื่อนไหวให้สวนดูสดชื่นและเย็นสบายมากยิ่งขึ้น


การเลือกใช้วัสดุ (Materials)
การตกแต่งจัดสวนอาจเลือกใช้วัสดุท้องถิ่นวัสดุธรรมชาติ เพื่อประหยัดพลังงานจากการผลิตการก่อสร้าง และการขนส่ง หรืออาจนำสิ่งของเหลือใช้ในบ้าน เช่น ถ้วย ถัง กะละมัง หน้าต่างประตู หรือบันไดเก่าที่ไม่ใช้แล้ว มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากเป็นวัสดุประเภทไม้เก่าจะเข้าได้กับทั้งสวนสไตล์ทรอปิคัลและสวนคอตเทจ ส่วนวัสดุประเภสังกะสีหรือเหล็กที่มีสนิมอาจนำ มาประดิษฐ์ใส่จินตนาการวางไว้ในสวนคอตเทจหรือสวนโมเดิร์น นอกจากนี้ในส่วนของงานระบบและงานโครงสร้างอาจมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากเขียว เพื่อช่วยผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นำภาชนะเก่าอย่างกระป๋องมาใช้แทนกระถางต้นไม้ได้



นำถังนมเหล็กมาดัดแปลงเป็นน้ำผุดขนาดเล็ก ด้านล่างเป็นอ่างปูนสำเร็จรูปฝังดินเพื่อรองรับน้ำล้น

การระบายความร้อนของหน้าดิน (Geothermal Cooling)
หากพื้นรอบบ้านเป็นพื้นที่ดาดแข็ง เช่น พื้นคอนกรีต หรือพื้นลาดยางเป็นส่วนมาก อาจกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิโดยรอบเพิ่มสูงขึ้นได้ โดยเฉพาะพื้นที่ดาดแข็งขนาดใหญ่ทางทิศใต้และทิศตะวันตก เนื่องจากพื้นที่นั้นจะกลายเป็นแหล่งสะสมความร้อนที่ดูดกลืนแสงอาทิตย์เก็บไว้ในช่วงเวลากลางวัน และแผ่ความร้อนออกมาในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณที่เป็นพื้นสีเขียวพบว่าจะมีอุณหภูมิสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุปูพื้นที่มีความเป็นรูพรุนหรือยอมให้นํ้าซึมผ่านได้บ้างอย่างบล็อกปลูกหญ้า สนามหญ้า หรือหินกรวด จะช่วยลดทอนความร้อนและลดการสะท้อนแสงเข้าสู่อาคารได้แต่หากพื้นที่เดิมเป็นพื้นที่ดาดแข็งอยู่แล้วสามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดสวนกระถาง ปลูกพืชคลุมดินหรือปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างร่มเงาให้มากที่สุด


บล็อกปลูกหญ้า (Turf Blocks) เป็นวัสดุปูพื้นภายนอกที่มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ แรงกดทับของน้ำหนัก ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวเพื่อเพิ่มความสดชื่นได้อย่างดีเยี่ยม


การสร้างแพตเทิร์นลวดลายให้พื้นสวนช่วยเพิ่มลูกเล่นให้น่าสนใจและช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของพื้นที่ดาดแข็งลงได้


สนามหญ้าช่วยดูดซับน้ำฝน ป้องกันการกัดเซาะและการพังทลายของหน้าดิน ลดแสงสะท้อนของแสงแดด ทำให้บ้านเย็นสบาย

การลดพลังงานในการใช้งานสวนและการดูแลรักษาสวน
ดินหรือวัสดุปลูก (Soil)
การเลือกใช้ดินดี รวมถึงวัสดุปลูกที่มีอินทรียวัตถุสูง อย่างปุ๋ยคอก เศษใบไม้ผุ หรือเศษพืชผักจะช่วยกักเก็บนํ้าและลดความถี่ในการรดนํ้าได้ และหากปลูกพืชคลุมดินอย่างกระดุมทองเลื้อย ใบต่างเหรียญ หนวดปลาดุกแคระ หรือคลุมหน้าดินไว้หนาอย่างน้อย 75 มิลลิเมตร ก็จะช่วยปกป้องความชื้นในผิวดิน ลดการระเหยของนํ้าได้มากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดวัชพืช รักษาหน้าดิน ลดการสะท้อนแสงเข้าสู่อาคาร และทำให้อากาศในสวนเย็นลงได้


เลือกใช้ไม้ทนแดดอย่างโคลงเคลงเลื้อยเป็นไม้คลุมดินควบคู่ไปกับวัสดุปูพื้นอื่นๆ

การรดน้ำ (Watering)
นํ้าประปาทั่วไปอาจมีสารคลอรีนตกค้างอยู่เมื่อนำไปรดนํ้าต้นไม้ นอกจากจะทำให้ต้นไม้โตได้ไม่ดีเท่าที่ควรแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองนํ้าอีกด้วย การรองนํ้าฝน การกักเก็บนํ้า หรือนำนํ้าเก่าที่ผ่านการใช้งานแต่ไม่ปนเปื้อนสารเคมีและสิ่งปฏิกูลมาใช้ใหม่ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยประหยัดพลังงาน แถมยังทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามได้ดี แต่หากต้องใช้นํ้าประปาในการรดนํ้าต้นไม้ ก็ควรพักนํ้าไว้ประมาณ 1 – 2 วัน ให้คลอรีนและสารต่างๆ ในนํ้าประปาระเหยหายไปหมดก่อน นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการรดนํ้าในช่วงเวลาที่แดดจัด และอาจแยกระบบปั๊มน้าในสวน เพื่อช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายในการดูแล


รดน้ำในช่วงเช้าตอนที่ยังมีแสงแดดอ่อนๆประมาณ 6.00 น. -8.00 น. และช่วงเย็นก่อน 18.00 น. จะช่วยให้ดินสะสมความชื้นได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น


น้ำที่เหลือจากการล้างผัก ทำอาหาร สามารถนำมาใช้รดน้ำต้นไม้ต่อได้

พรรณไม้ (Plants)
สำหรับพื้นที่รอบบ้านควรแบ่งไว้เป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับการปลูกต้นไม้ อย่างน้อยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เกิดสภาวะน่าสบาย โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ในเขตร้อนชื้น ซึ่งการเลือกต้นไม้ที่จะนำมาปลูกนั้นอาจเลือกใช้พรรณไม้ท้องถิ่น เพื่อลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี ทนต่อการแพร่ระบาดของโรคและศัตรูพืชได้ดี รวมถึงควรศึกษาหาข้อมูลของพรรณไม้แต่ละชนิดว่าต้องการน้าและแสงมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ต้นไม้สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว อยู่รอด แข็งแรง และดูแลได้ง่าย


นอกจากต้นไม้ขนาดใหญ่แล้วอาจปลูกไม้อิงอาศัย เช่น กระแตไต่ไม้ เฟินใบมะขาม ไก่ลาย หรือพลูด่างไว้กับลำต้น เพื่อช่วยเก็บความชุ่มชื้นให้ต้นไม้ใหญ่ และลดระยะห่างในแนวตั้งระหว่างไม้ใหญ่กับไม้คลุมดินระดับล่าง

– พื้นที่ว่างทางทิศเหนือ เนื่องจากทิศทางของแสงแดดในประเทศไทยจะมีลักษณะอ้อมใต้ ทำให้พื้นที่ว่างในทางทิศเหนืออยู่ใต้ร่มเงาของบ้านเป็นส่วนใหญ่ ต้นไม้ที่ปลูกอยู่ใกล้บ้านจึงอาจได้รับแสงแดดน้อยหรืออาจไม่ได้รับแสงเลย จึงควรเลือกพรรณไม้ที่ชอบร่มรำ ไร เช่น จั๋ง สาวน้อยประแป้ง เขียวหมื่นปี หนวดปลาดุก เปปเปอร์ หรือลิ้นมังกร

– พื้นที่ว่างทางทิศใต้ เป็นทิศที่แดดเข้าตลอดวันและเกือบตลอดปี การปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาจึงช่วยป้องกันแดดให้แก่ตัวบ้านได้อย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะบังทิศทางลมได้ พรรณไม้ที่นำมาปลูกจึงควรมีลักษณะใบทึบด้านบนแต่โปร่งด้านล่าง เพื่อให้ลมสามารถพัดผ่านเข้าบ้านได้ เช่น ประดู่ กันเกรา แสงจันทร์ จามจุรี และหูกวาง ซึ่งการปลูกต้นไม้ใหญ่ควรเว้นระยะห่างจากแนวรั้วและตัวบ้านไม่ตํ่าว่า 1 เมตร

 พื้นที่ว่างทางทิศตะวันออก เป็นทิศที่ได้รับแสงแดดครึ่งวันในช่วงเช้า ซึ่งเป็นแสงที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชส่วนใหญ่ เนื่องจากในตอนเช้าแสงแดดและอุณหภูมิจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นไม้สามารถปรับสภาพให้เข้ากับแสงแดดได้ดี อาจเลือกปลูกไม้ที่ไม่ต้องการแดดตลอดวัน เช่น กระดาดเขียว เฮลิโคเนีย ดาดตะกั่ว พุดนํ้าบุศย์ พุดจีบ หรือเอื้องหมายนา

– พื้นที่ว่างทางทิศตะวันตก เป็นทิศที่ได้รับแสงแดดจัดตลอดช่วงบ่าย และอาจยาวนานมากถึง 6 ชั่วโมง ซึ่งหากพื้นที่รอบบ้านมีระยะห่างของที่ดินจากมุมกำ แพงรั้วไปถึงผนังบ้านไม่ต่ากว ํ ่า 3 เมตร สามารถเลือกปลูกไม้ใหญ่ เช่น จิกน้ำพะยอม สาละ เสลา คูน กัลปพฤกษ์ ประดู่แดง และอโศกอินเดีย เพื่อให้ร่มเงาได้ แต่หากที่ดินมีขนาดไม่กว้างมากควรเลือกไม้ที่มีฟอร์มสูง อย่างปาล์ม กล้วยพัด หมากเขียว หลิวจีน และหูหนู หรืออาจปลูกไม้เลื้อย เช่น ตีนตุ๊กแก เหลืองชัชวาลคลุมชายคาและดาดฟ้า หรือวางกระถางไม้เถา เช่น สร้อยอินทนิล ไว้ที่ระเบียงชั้นบน แล้วปล่อยให้ต้นย้อยลงมาคลุมกำ แพงแทนได้เช่นกัน


แม้ว่าตัวบ้านจะได้รับแสงแดดเต็มที่ แต่ต้นไม้ใหญ่อย่างเสม็ดแดงก็ช่วยบังแสงแดดและความร้อน  ทำให้สามารถนั่งเล่นหรือนั่งทำงานในสวนได้เกือบตลอดทั้งวัน

พลังงานทางเลือก (Alternative Energy)
หรือพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) แน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ทั้งหมด แต่การเลือกใช้พลังงานอื่นๆ ที่มีต้นกำเนิดอยู่ในธรรมชาติและไม่ใช่ฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ปิโตรเลียม หรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีแต่ใช้แล้วจะหมดไป ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยประหยัดพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดลงได้ โดยการนำมาใช้สามารถแบ่งได้เป็นทางตรงและการเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของกระแสไฟฟ้า

พลังงานชีวมวล (Biomass Energy) เป็นการผลิตพลังงานด้วยวัสดุชีวมวลและอินทรียวัตถุที่ได้จากพืชและสัตว์ เช่น  แกลบ  ชานอ้อย  เศษไม้ และมูลสัตว์

พลังงานลม (Wind Energy) /พลังงานน้ำ (Water Energy) อาศัยกังหันลมทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานลมหรือน้ำเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าและการเพิ่มสภาวะน่าสบาย


พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) การนำพลังงานที่ได้จากรังสีและความร้อนที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์มาเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของพลังงานไฟฟ้าอย่างโซลาร์เซลล์

 

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก: บ้านและสวน


Related Content
AQ Home บ้านที่ออกแบบด้วยความเข้าใจ(Jamjuree)
Jamjuree แบบบ้านชั้นเดียวรูปทรง T-Shape ที่สะท้อนกลิ่นอายสไตล์ Tropical ผสานความเรียบง่ายแบบ Minimal ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
14 May 2026
สัมผัสความคุ้มค่าและความลงตัวกับแบบบ้าน “Wassana”จาก AQ Home
สัมผัสความคุ้มค่าและความลงตัวในทุกตารางเมตร กับแบบบ้าน “Wassana” จาก AQ Home บ้านชั้นเดียวที่เปลี่ยนภาพจำแบบเดิมๆ ให้โดดเด่นและมีมิติมากกว่าที่เคย
18 May 2026
Jamjureeบ้านชั้นเดียวที่ชวนคุณสัมผัสเสน่ห์ Minimal Tropical
เมื่อความเรียบง่ายผสานกับลมหายใจของธรรมชาติ Jamjuree แบบบ้านชั้นเดียวที่ชวนคุณสัมผัสเสน่ห์แบบ Minimal Tropical ในโทนสีขาว-ครีม ดูสะอาดตาที่ออกแบบมาได้คุ้มค่า
16 May 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy